ไม่เหลิง! “สุภโชค” ชี้ อนาคตบนเส้นทางลูกหนังตนยังอีกไกล

สุภโชค สารชาติ เจ้าตัวได้เดินหน้าทำสถิติ และจารึกได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกับการเล่นให้กับ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

แม้ในปัจจุบัน จะยังไม่อายุ 21 ปี ดี แต่ ณ ตอนนี้เจ้าตัวก็ได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นตัวหลักของทีม ที่เป็นเจ้าของแชมป์โตโยต้า ไทยลีก ที่สูงที่สุด โดยเฉพาะ การแข่งขันที่ผ่านมา หากนับเฉพาะในลีก “เช็ค” ยิงไปแล้ว 3 ประตู นำเป็นดาวซัลโวร่วมอยู่ในขณะนี้ นอกจากนี้ล่าสุด ยังซัลโวประตูชัย ช่วยให้ ปราสาทสายฟ้า น็อค แชมป์ลีกจากเกาหลีใต้ อย่าง ชนบุค มอเตอร์ส ในเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ได้อีกด้วย และถือเป็นประตูแรกของเขาในฟุตบอลสโมสร รายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปเอเชีย

“ก็ดีใจครับ ที่เริ่มต้นได้ดี” สุภโชค กล่าวเริ่ม

“แต่ผมอยากจะทำให้มันดีแบบต่อเนื่อง เพราะต้องยอมรับเลยว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมโดนอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ตลอดเวลา”

“มันน่าหงุดหงิดนะ ที่ต้องพักเพราะอาการบาดเจ็บบ่อยครั้ง ในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมา ผมก็พยายามทำงานหนัก ดูตัวเองมากขึ้น พัฒนาทั้งเรื่องการเล่นเวท การฟื้นฟูร่างกาย การรับประทานอาหารต่างๆ”

“ผมบ่นกับตัวเองเสมอ ว่าผมไม่อยากเจ็บแล้ว และอยากให้ฟอร์มดีขึ้นเรื่อยๆ และรักษามาตรฐานให้ได้อย่างต่อเนื่อง”

“สำหรับช่วงต้นฤดูกาลนี้ ผมไม่ได้มองว่าตัวเองแบกทีมหรืออะไร เพราะอย่างที่รู้ฟุตบอลเล่นกัน 11 คน หน้าที่ของแต่ละคนก็คือทำหน้าที่ของตัวเองให้ออกมาดีที่สุด ช่วยกันวิ่ง ช่วยกันเล่น เพราะตอนนี้เราไม่มีซูเปอร์สตาร์ในทีม และผมก็ไม่คิดว่าตัวเองจะก้าวไปที่จุดนั้น”

นอกจากฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นแล้ว น้องชายหัวแก้วหัวแหวนของเขา อย่าง “ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา” ก็ก้าวขึ้นมาติดทีมชาติไทย U23 ชุดนี้เช่นกัน

“ผมดีใจนะ ที่ได้ติดทีมชาติไทย พร้อมกับน้องชาย เพราะเราทั้งคู่ก็เล่นด้วยกันอยู่แล้วมาตั้งแต่เด็ก แต่มันก็ยังไม่ใช่จุดที่เราต้องพอใจ เรายังมีอีกมากที่ยังต้องพัฒนา เราต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยกันทั้งคู่ ไม่ใช่ว่าไปทีมชาติแล้วไม่สามารถ ช่วยอะไรได้ เราต้องพิสูจน์ตัวเองและแสดงให้ทุกคนเห็นว่าการที่พี่น้องมาติดทีมชาติด้วยกัน มันไม่ใช่แค่กระแส”

“สำหรับผม แบงค์ (ศุภณัฏฐ์ เหมือนตา) ทำงานหนักมาตลอด เขาแสดงให้ผมและทุกคนเห็นเสมอ ว่าเขามีความกล้า ไม่กลัวใคร ทำให้ทุกคนเชื่อมั่น กล้าที่จะส่งบอลให้เขา โดยไม่ต้องสนใจว่าเขาอายุเท่าไหร่ ในฐานะพี่ชายคนหนึ่ง ผมก็ภูมิใจในตัวน้องนะ เพราะเขาพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่องและไม่เคยดื้อเลย”

“ผมเป็นพี่ชายคนโตก็เป็นปกติ ที่ต้องพยายามทำงานหนักกว่าใคร เพื่อเป็นเสาหลักของครอบครัวให้ได้ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับน้องๆ เป็นต้น”

แม้จะอายุเพียง 20 ปี แต่เจ้าตัวก็ลงเล่นให้กับปราสายสายฟ้ามาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดก็ผ่านหมุดไมล์ที่ 70 ไปแล้ว พร้อมกับคว้าแชมป์กับต้นสังกัดไปครองถึง 9 แชมป์ แบ่งเป็น โตโยต้า ไทยลีก 3 สมัย, ช้าง เอฟเอ คัพ 1 สมัย, โตโยต้า ลีก คัพ 2 สมัย, ออมสิน ไทยแลนด์ แชมเปี้ยนส์ คัพ 1 สมัย, โตโยต้า พรีเมียร์ คัพ 1 สมัย และ แม่โขง คลับ แชมเปี้ยนชิพ อีก 1 สมัย นอกจากนี้ยังมีรางวัลนักเตะดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคม ที่คว้ามาครองเมื่อปี 2017 อีกด้วย

“กว่าผมจะมาได้ขนาดนี้ ผมยอมรับว่าผมต้องเสียน้ำตาไปเยอะ เหมือนกัน ผมพยายามพัฒนาตัวเองเสมอ ยามที่ตัวผมไม่มีชื่อติดทีมชาติ หรือ ได้รับบาดเจ็บ ผมพยายามทำงานให้หนัก หนักขึ้น หนักกว่าคนอื่น เพื่อที่จะทำให้ตัวเองทำผลงานออกมาได้ดี ซึ่ง ณ ตอนนี้ ผมยังพูดไม่ได้หรอกว่าผมดีแล้ว เพราะเส้นทางหลายอย่างยังอีกยาวไกล”

“นอกจากนี้แม้ผมจะคว้าแชมป์กับสโมสร มามากมาย แต่ในระดับทีมชาติ ผมยังไม่เคยคว้าแชมป์มาครองหรือประสบความสำเร็จในรายการไหนเลย การไปแข่งขันรอบนี้ และหลังจากนี้ ผมก็ต้องทำให้ดีกว่านี้ผ่านมา นี่คือเป้าหมายของผม”

สำหรับทีมชาติไทย U23 จะทำการแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี โดยโปรแกรมการแข่งขันมีดังนี้

ไทย พบ อินโดนีเซีย ที่สนาม มีดินห์ สเตเดียม วันที่ 22 มีนาคม 2562 เวลา 17.00 น.

บรูไน พบ ไทย ที่สนาม มีดินห์ สเตเดียม วันที่ 24 มีนาคม 2562 เวลา 17.00 น.

เวียดนาม พบ ไทย ที่สนาม มีดินห์ สเตเดียม วันที่ 26 มีนาคม 2562 เวลา 20.00 น.

ที่มา: soccersuck