BigMatch4K ‘หงส์แดง’ กับเกมชิงจ่าฝูงกลับคืน!

หลังจากที่มีเครื่องหมายคำถามกับทีมอยู่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ชัยชนะเหนือ เบิร์นลีย์ เมื่อสัปดาห์ที่แล้วต่อด้วยการบุกไปเอาชนะ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ได้ถึงถิ่น อลิอันซ์ อารีน่า ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ทำให้เหล่า เดอะ ค็อป เริ่มใจชื้นมากขึ้น

ว่าทีมไม่ได้ย่ำแย่อะไรอย่างที่คิด และผลงานสะดุดในช่วงที่ผ่านมาก็เป็นเรื่องปกติของทุกทีมที่จะต้องมีช่วงเวลาที่ไม่ดีบ้าง

มาถึงสุดสัปดาห์นี้พวกเขามีเกมสำคัญต่อเนื่องที่จะเรียกว่าเป็นเกมสำคัญมากก็ได้แม้ว่าคู่แข่งจะไม่ได้เป็นบิ๊กทีมอะไรอย่าง “เจ้าสัวน้อย” ฟูแล่ม เพราะนี่คือโอกาสที่ทีมของ เยอร์เก้น คล็อปป์ จะได้ช่วงชิงตำแหน่งจ่าฝูงที่โดน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ กระชากเอากลับไปเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วกลับมาครองอีกครั้ง เนื่องจากซิตี้ ไม่มีคิวลงสนามในเกมลีกสุดสัปดาห์นี้เพราะติดภารกิจในรายการเอฟเอ คัพ

​ถ้าพวกเขาบุกไปเก็บ 3 คะแนนได้ ก็จะกลับไปขึ้นนำจ่าฝูงอีกครั้ง และเป็นการโยนความกดดันกลับไปให้ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ก่อนหน้านี้ได้โอกาสลงสนามก่อนเกือบตลอดบ้าง

เพียงแต่ฟูแล่มเองก็ต้องการคะแนนเพื่อที่จะลุ้นหนีการตกชั้นเหมือนกัน และเรื่องมันก็อาจจะไม่ถึงกับง่ายขนาดนั้น

​อย่างไรก็ดี ลิเวอร์พูล เริ่มดูดีขึ้นในช่วง 2 นัดที่ผ่านมา จากฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงของสตาร์ที่หลายคนมองข้ามอย่าง ซาดิโอ มาเน่

​2 ประตูในเกมกับบาเยิร์น (ซึ่งหนึ่งในนั้นเป็นประตูที่สวยในระดับส่งเข้าประกวดได้เลย!) ทำให้ผลงานรวมใน 10 นัดหลังสุดของเขาทำไปแล้ว 10 ประตู เรียกว่าเป็นดาวเด่นขึ้นมาในช่วงที่ โม ซาล่าห์ ฟอร์มการทำประตูตกลงไปอย่างชัดเจน หลังทำได้แค่ประตูเดียวจาก 9 นัดหลังสุด

​และถ้านับรวมตลอดทั้งฤดูกาล มาเน่ ยิงไปแล้ว 19 ประตู เป็นรองซาล่าห์ ที่ทำไปแล้ว 20 ประตูเพียงแค่ลูกเดียวเท่านั้น

​การก้าวขึ้นมาเป็นดาวเด่นของมาเน่ ในเวลานี้มีความสำคัญต่อลิเวอร์พูลมาก เนื่องจากที่ผ่านมาความหวังในการทำประตูทั้งหมดไปตกอยู่กับซาล่าห์ เพียงคนเดียวมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เพราะผลงานของดาวยิงอียิปต์เมื่อฤดูกาลที่แล้วนั้นเข้าขั้นมหัศจรรย์ และทำให้ทุกคนโยนความคาดหวังไปไว้กับเขา

เมื่อ ซาล่าห์ ทำประตูไม่ได้ก็กลายเป็นทุกคนคิดว่าลิเวอร์พูลก็จะทำประตูไม่ได้ และทุกอย่างก็พาลเลวร้ายไปหมด

​แต่เมื่อ มาเน่ ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองว่าเขาก็เป็นนักเตะที่เก่งและสำคัญต่อทีมไม่แพ้กันด้วยการค่อยๆสะสมประตูมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเกมล่าสุดกับบาเยิร์น ที่เราเริ่มเห็นว่าดาวยิงเซเนกัล ก็สามารถเป็นตัว “ยืนหนึ่ง” ได้เหมือนกัน มันทำให้ทีมเริ่มมีความหวังมากขึ้น

​เช่นกันกับที่ ซาล่าห์ ก็ลดความกดดันลงไป และมีการสังเกตว่าเขาเริ่มปรับบทบาทใหม่ในการเล่นเป็น “พระรอง” คอยปั้นคอยชงให้มาเน่บ้าง หลังจากที่เป็นฝ่ายรับอย่างเดียวมานาน

​หลังจากนี้มีการมองว่าคู่ มาเน่-ซาล่าห์ จะประคับประคองกันไป รวมถึงโรแบร์โต้ เฟียร์มิโน่ ที่ดูกลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้งเช่นกัน

และนั่นหมายถึง 3 ประสานที่อันตรายของหงส์แดงอาจจะกลับมาอีกครั้งในช่วงโค้งสุดท้ายของฤดูกาล

แต่จะกลับมาจริงหรือไม่?

​พวกเขาจะยึดจ่าฝูงกลับมาได้ไหม?

ต้องรอติดตามกันทาง “ทรูวิชั่นส์” ที่จะถ่ายทอดสดเกมนี้แบบ 4K ให้ชมกันในคืนวันอาทิตย์ที่ 17 มี.ค. เวลา 21.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง True 4K (400)

พิเศษ! เรามี 5 เกร็ดข้อมูลที่น่าสนใจของเกม ฟูแล่ม vs ลิเวอร์พูล ให้อ่านเพิ่มเติมด้วย!

1. ฟูแล่ม เจ้าถิ่นยังรั้งอยู่อันดับ 19 มี 17 คะแนน ห่างจากโซนปลอดภัย ถึง 13 คะแนน ขณะที่ยังเหลือการแข่งขันอีก 8 นัด , ในทางทฤษฏี ฟูแล่มของสกอตต์ ปาร์กเกอร์ กุนซือชั่วคราวยังพอมีทางที่จะรอดตกชั้นอยู่บ้าง แต่ต้องเก็บให้ได้เป็นกอบเป็นกำใน 8 นัดที่เหลือเท่านั้น

2. ส่วน ลิเวอร์พูล ก่อนแข่ง มี 73 คะแนน ตามหลังแมนฯซิตี้ จ่าฝูง 1 คะแนน จากการลงสนามเท่ากัน ซึ่งถ้าชนะจะกลับจ่าฝูง แต่ถ้าไม่ชนะได้แค่เสมอก็จะเป็นรองจ่าฝูงต่อไปเพราะประตูได้เสียเป็นรองถึง 7 ลูก และยังจะลงแข่งมากกว่า 1 นัดด้วย

3. ปัญหาใหญ่ที่สุของ “เจ้าสัวน้อย” คือเรื่องเกมรับ พวกเขาโดนยิงไปแล้ว 68 ประตู มากที่สุดในพรีเมียร์ลีก นัดสุดท้ายที่ ฟูแล่ม ไม่เสียประตู ต้องย้อนเวลาไปไกลถึงช่วงปลายเดือนธันวาคม 2018 ที่พวกเขา เอาชนะฮัดเดอร์สฟิลด์ 1-0 เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม

4. 11 นัดหลังสุด ฟูแล่มแพ้ถึง 10 ขณะที่ลิเวอร์พูล ถึงจะไม่เปรี้ยงปร้างแต่ 11 นัดหลังสุดไม่แพ้ใครเลยแม้แต่เกมเดียว นัดสุดท้ายที่พวกเขาแพ้คือพ่ายต่อวูล์ฟส ในศึกเอฟเอ คัพ เพียงแต่ 3 นัดหลังสุดที่เล่นเกมเยือนเสมอรวดต่อ เวสต์แฮม, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ เอฟเวอร์ตัน

5. ผลงานการเจอกันของคู่นี้ ในพรีเมียร์ลีก ดวลกันมาแล้ว 27 เกม หงส์แดงเหนือกว่า ชนะได้ 17, ฟูแล่ม ชนะ 6 เสมอ 4 , โดย หงส์แดงทะลวงตาข่ายเจ้าสัวไปได้ 52 ประตู , ขณะที่ ฟูแล่ม ซัดหงส์แดงได้เพียง 21 ประตู

ส่วนการเจอกันนัดแรกในซีซั่นนี้ที่แอนฟิลด์ , ลิเวอร์พูลชนะได้ 2-0 จากการทำประตูของโมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ เชอร์ดาน ชาคิรี่ ในช่วงพฤษจิกายนปีที่แล้ว

ที่มา: soccersuck