The English game จุดเริ่มต้นของฟุตบอลสมัยใหม่

ผมเชื่อว่าถ้าถามคนบ้าบอลเกี่ยวกับทัวร์นาเมนท์ เอฟเอ คัพ ร้อยทั้งร้อยน่าจะตอบกันได้ว่านี่เป็นรายการที่เก่าแก่ที่สุดในโลกซึ่งถือกำเนิดมาตั้งแต่ปี 1872 หักลบ 2020 ปีนี้ก็มีชีวิตยืนยงมาอย่างยาวนานถึง 148 ปี

แต่สิ่งที่ The English game นำเสนอในรูปแบบภาพยนต์ 6 ตอนของซีซั่นแรกนั้นน่าจะทำให้คนรักประวัติศาสตร์ และ ชอบตัวละครที่มีอยู่จริงได้เข้าใจถึงฟุตบอลในช่วงแรกก่อนพัฒนามาสู่ยุคปัจจุบัน

กว่าที่ฟุตบอลจะได้รับความนิยมถึง 4 พันล้านคนทั่วโลก ในอดีตนั้นกีฬาชนิดนี้ถูกวางกฏ และ มีวัฒนธรรม โดยพวกผู้ดีชั้นสูงในเมือง

จากกีฬาที่เริ่มต้นเล่นในหมู่ของคนชั้นสูงที่มีงานมีการดีๆทำ เขียนกฏกติกากันขึ้นมาเองก่อนตั้งเป็นสมาคม The Football Association หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า FA แถมคนที่นั่งคณะกรรมการหลายคนส่งทีมเข้าแข่งขันเองด้วย!!

แต่การที่มีลูกบอลเพียงลูกเดียว เสาโกล์สองฝั่งที่ไม่ต้องมีตาข่าย การเล่นไม่ต้องซับซ้อนมาก แค่พาบอลยิงให้ผ่านไม้ที่ปักดินเอาไว้จึงทำให้เป็นที่นิยมในหมู่ชั้นแรงงาน working class โดยเฉพาะทางแถบ แลงคาเชียร์ ที่อยู่ทางเหนือซึ่งเป็นย่านใช้แรงงาน

ที่น่าสนใจคือช่วงนั้นกติกาหลายๆอย่างยังไม่ชัดเจน และระบบการเล่นรวมถึงแท็คติกคล้ายๆรักบี้ หลายๆทีมของเหล่าโรงเรียนจากรัฐบาลก็จะเล่นกันไม่ตรงกติกากันเป๊ะๆเท่าไหร่

โอลด์ เอโตเนียนส์ หรือเรียกย่อๆว่า อีตัน (Eton) เป็นทีมที่ผมพูดถึงข้างต้นว่าเปรียบเสมือนเป็นตัวแทรของ FA ที่มีคณะกรรมการลงเล่นด้วย ใข้ระบบการเล่น 1-1-8

เห็นระบบตัวเลขแบบนี้น้ำกระท่อมแทบพุ่ง มันจะเป็นไปได้ยังไง เทียบกับ 4-3-3, 4-2-3-1 มันบ้าจี้หลุดโลกไปนะ

แต่มันเป็นเรื่องจริงครับ สมัยนั้นจะใข้ผู้เล่นวิ่งเกาะกลุ่มกันไป 8 คน (นึกภาพเหมือนนักเรียนผู้หญิงบ้านเราวิ่งไล่บอลตามๆกันไปนั่นแหละครับ ฮา) แล้วก็จะผ่านบอลให้กันสั้นๆ ด้วยความที่นักเตะ อีตัน จะตัวใหญ่ถึกก็จะใช้ความได้เปรียบตรงนี้สกรัมชนคู่แข่งเหมือนรักบี้

ชื่อของ เฟอร์กัส ‘เฟอร์กี้’ ซูเตอร์ นักฟุตบอลฝีเท้าดีชาวสก็อต ถูกจารึกลงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคนนำความคิดการเล่นแบบ ‘passing’ มาใช้เพื่อต่อกรกับการเล่นแบบ ‘สกรัม’ ของ อีตัน

จุดที่น่าสนอีกอย่างคือการนำร่อง “ย้ายทีม” โดยได้รับ “ค่าเหนื่อย” ก็เริ่มมาจาก ซูเตอร์ นี่แหละครับ ซึ่งสมัยนั้น FA มีกฏอยู่ข้อนึงคือห้ามนักฟุตบอลเล่นเป็นอาชีพ ห้ามรับค่าจ้าง ยกเว้นจะเป็นค่าจ้างที่ได้รับจากการหยุดงานเพื่อเตะฟุตบอล

จนกระทั่งในปี 1885 ทาง FA เปลี่ยนกฏให้มีนักฟุตบอลอาชีพได้ก็มีสาเหตุมาจาก “เฟอร์กี้” ผู้นี้เช่นกันครับ

การซื้อขายในสมัยนี้ที่นอกจากค่าตัวแพงสัสแล้วยังจะดูยุ่งยาก เอกสาร และ รายละเอียดยุบยิบ เทียบไม่ได้เลยกับยุค 100 ปีก่อนที่บทจะไปเล่นให้อีกทีมก็คุยกันก่อนแข่งไม่กี่วันดื้อๆ เดินมาชวนถึงในสนาม ตกลงค่าเหนื่อยกันเดี๋ยวนั้น

ความสนุกอีกอย่างสำหรับคนดูหนังคือ หลังจบแล้วการกลับมาค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมนี่แหละครับยิ่งทำให้เราได้ความรู้อะไรเพิ่มขึ้น

ทำให้ผมรู้ว่า ทีม โอลด์ เอโตเนียนส์ ในปัจจุบันอยู่ในลีก Arthurian League ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ FA แต่ไม่ได้อยู่ในระบบลีก โดยจะเป็นลีกที่ประกอบด้วยเหล่าโรงเรียนรัฐดั้งเดิมในอดีตมีทั้งหมด 7 ดิวิชั่น

ผมว่าหนังเรื่องนี้อาจจะไม่ได้เหมาะกับคนที่ชอบฟุตบอลทุกคน เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับลูกหนังน่าจะราวๆ 30% ที่เหลือจะเป็นชีวิตนอกสนาม การดิ้นรนของเหล่าคนใช้แรงงาน และ การถูกกดขี่จากคนผู้ดีมีตังค์

การดูหนังเรื่องนี้จึงได้อะไรมากกว่าความบันเทิง ได้เห็นชีวิตชนชั้นแรงงาน จุดเริ่มต้นของฟุตบอลที่มีอะไรแปลกๆที่เราไม่เคยเห็น หรือแม้กระทั่งการได้ฟังสำเนียงชาวอังกฤษแท้ๆมันได้อรรถรสในช่วงกักตัวหนีเจ้าไว้รัส covid-19 ไม่น้อยเลยครับ

สปอยครับ

ในหนังบิดเบือนประวัติศาสตร์เล็กน้อยด้วยการให้ตัวของ ซูเตอร์ ลงเล่นในสังกัด แบล็คเบิร์น โอลิมปิก ที่ได้แชมป์ เอฟเอ คัพ ด้วยการเอาชนะ โอลด์ เอโตเนียนส์

ซึ่งจริงๆแล้ว ซูเตอร์ ย้ายไปเล่นให้ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส (คู่ปรับของ โอลิมปิก) ที่ภายหลังจากนั้นปีเดียวก็ได้แชมป์ เอฟ เอ คัพ ซึ่งเข้าใจว่าหนังต้องการให้จุดพีคมันเป็นรอบชิงกับตัวเอกของเรื่องอีกคนซึ่งเล่นให้ อีตัน

โดย แบล็คเบิร์น โอลิมปิก นี่แหละครับที่คว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ ในปี 1882-83 และเป็นทีมสมัครเล่นทีมสุดท้ายที่ได้แชมป์รายการนี้ ก่อนที่ 6 ปีต่อมา (1889) โอลิมปิก จะต้องยุบสโมสรเนื่องจากสู้กับทีมที่มีเงินมากกว่าไม่ไหว

ที่มา: soccersuck